โรคเก๊าท์ รักษาให้หายขาดได้
ปวดข้อ ข้ออักเสบ เรื้อรัง
"โรคเก๊าท์"
เป็นมานานแค่ไหน!!
ก็หายได้ ถ้าถูก..วิธี
สาเหตุและอาการของโรคเก๊าท์
การมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
รับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เช่น เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ภายในร่างกาย
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มระดับของกรดยูริก เช่น แอสไพริน (aspirin) ไนอาซิน (niacin) หรือการใช้ยา-ขับปัสสาวะ (diuretics)
ความเจ็บป่วยหรือสภาวะทางการแพทย์บางประการ เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือโรคความดันโลหิตสูง
โรคเก๊าท์เกิดจากร่างกายมีกรดยูริคในเลือดสูงกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริคเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริคตกตะกอน สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ และปวดแดงร้อนบริเวณข้อต่อ,
ถ้ากรดยูริคสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนบนขึ้นตามผิวหนัง, ถ้ากรดยูริคสะสมที่ไตมาก ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการใตเสื่อม
แล้วจะรักษาโรคเก๊าท์แบบใหนดี
วินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม
🔺 เจาะน้ำในข้อไปตรวจ
วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆได้อีกด้วย
🔺 เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่
x-ray ข้อที่มีอาการปวด เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี
โรคเก๊าท์ เกิดขึ้นได้อย่างไร
โรคเก๊าท์
เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเพศชาย
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ข้ออย่างฉับพลัน รวมถึงยังมีอาการข้อแข็ง และบวม
ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วหัวแม่เท้า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
อาการของโรคเก๊าท์ก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อข้อต่อ
เส้นเอ็นและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ได้
โรคเก๊าท์เกิดจาก
ร่างกายมีกรดยูริคในเลือดสูงกว่าปกติ
และมีการสะสมกรดยูริคเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริคตกตะกอน
สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ
และปวดแดงร้อนบริเวณข้อต่อ, ถ้ากรดยูริคสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก
จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนบนขึ้นตามผิวหนัง, ถ้ากรดยูริคสะสมที่ไตมาก
ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการใตเสื่อม เป็นต้น
สาเหตุของโรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดมากเกินไป
(hyperuricemia) ซึ่งสาเหตุของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมีคำอธิบายที่ยังไม่ชัดเจน
แต่มีความเชื่อว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมน่าจะมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น อาจตกผลึกในข้อต่อ
ซึ่งจะกระตุ้นกระบวนการในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการอักเสบ
รวมถึงอาการปวด และบวมของข้อต่อ
แม้ว่าสาเหตุของโรคเก๊าท์ที่แท้จริงยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด
แต่ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างพบว่าเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกโดยตรง ได้แก่
1.การมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
2.รับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง
เช่น เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล
เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ภายในร่างกาย
3.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
4.ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มระดับของกรดยูริก เช่น
แอสไพริน (aspirin) ไนอาซิน (niacin) หรือการใช้ยา-ขับปัสสาวะ
(diuretics)
5.ความเจ็บป่วยหรือสภาวะทางการแพทย์บางประการ
เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือโรคความดันโลหิตสูง
กรดยูริคคืออะไร
กรดยูริคนั้นเป็นสารที่เกิดจากร่างกายของเรา
สามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ในร่างกาย ส่วนอีก 20%
ที่เหลือ จะนำเข้ามาจากรับประทานอาหาร ที่มีสารพิวรีนเข้าไป
โดยสารพิวรีนสามารถพบได้ในอาหารจำพวก สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด
และอาหารทะเลบางอย่าง
ทานดีเก๊าท์แล้ว ช่วยได้อย่างไร
ถ้าหากในร่างกายมีกรดยูริคมากเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น
ตามปกติแล้วร่างกายของคนเรา
จะขับกรดยูริคที่เกินความจำเป็นออกไป ได้ทางปัสสาวะ
แต่ในร่างกายของบางคนไม่สามารถขับกรดยูริคออกไปได้หมด
จึงเกิดกรดยูริคสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะในบริเวณของกระดูก ผนังหลอดเลือด
และไต(ที่เป็นตัวฟอกเลือด+ขับกรดยูริคไปทางปัสสวะ) ดังนั้น
การขับกรดยูริคออกไปไม่หมดจนตกตะกอนมากๆ จึงกลายเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเก๊าท์
อาการ ของโรคเก๊าท์
แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะค่ะ
ระยะที่ 1 :
เป็นช่วงที่ยังไม่มีอาการ
แต่พบระดับกรดยูริกในเลือดสูง
ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับว่าต้องเข้ารับการรักษาหรือไม่
ขึ้นอยู่ดุลพินิจของแพทย์
ระยะที่ 2 :
ระยะข้ออักเสบ
เมื่อยู่ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบรุนแรง โดยอาจจะเกิดขึ้นเอง
หรือมีสิ่งเร้ามากระตุ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุโดยตรงที่ข้อต่อ ดื่มสุรา หรือ
ทางอาหารที่มีสารพิวริน เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก เป็นต้น
ในรายที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนอย่างเห็นได้ชัด
ร่วมกับมีการขยับข้อลำบาก โดยข้ออักเสบจะเป็นอยู่ 1-2 ข้อ ปวดอยู่ 5-7 วันอาการปวดจะหายไปได้เอง
และกลับมาปวดใหม่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยในระยะแรกๆอาการปวดจะเป็นห่างกันมากๆ
แต่ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผลึกเกลือยูเรตจะสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น
ข้ออักเสบจึงเป็นถี่ขึ้น ในบางรายอาจเป็นทุกๆเดือนเลยครับ
ระยะที่ 3 :
ระยะสงบ ซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีอาการปวด
หรืออักเสบใดๆ
ซึ่งอาจนานเป็นปีๆจนผู้ป่วยแทบจะลืมไปแล้วด้วยซํ้าว่าเคยมีอาการปวดข้อมาก่อน
ระยะที่ 4 :
ระยะมีก้อนโทฟัส เป็นระยะท้ายของโรค
มักพบในผู้ป่วยที่เป็นมานานมากกว่า 5 ปี และรักษาผิดวิธี
จนเป็นเหตุให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆเพิ่มมากขึ้นจนเป็นก้อนปูดนูนออกมาบริเวณผิวหนังรอบๆ
ไอปุ่มนูนๆนี่แหละครับที่เรียกว่า "ปุ่มโทฟัส" ซึ่งจะกัดกินเนื้อเยื่อของข้อจนกระดูกแหว่ง
ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการในที่สุด ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่ปวดข้อ
แต่จะมีความผิดปกติของระบบอื่นๆในร่างกายร่วมด้วย เช่น ไตวาย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
กรดยูริคในร่างกายสูง จะทำให้ข้อต่อเสื่อม ส่งผลเสียต่อใขข้อ
และกระดูก อาจทำให้พิการได้ การรักษาโรคเก๊าท์ให้หายขาดนั้น
ต้องลดกรดยูริคให้ได้ ทานดีเก๊าท์
ช่วยลดกรดยูริค ลดอาการบวม ปวดข้อ ข้ออักเสบเรื้อรัง
ดูแลก่อนสายเกินแก้
ก่อนที่ ดีก๊าท์ จะออกถึงมือลูกค้า ได้รับการตรวจสอบจากคณะแพทย์และเภสัช จนมั่นใจว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์สูงสุด สั่งชื้อโทร.062-942-5224
ดีเก๊าท์ ช่วยลดกรดยูริก สาเหตุของโรคเก๊าท์ลดอาการปวดข้อ ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ลดอาการอักเสบเรื้อรัง อาการอักเสบบวมแดงอาการปวดข้อ ปวดเข่า นิ้วบวม เท้าบวม
บำรุงไตให้แข็งแรง ลดภาวะไตเสื่อมปรับสมดุลของกรดยูริคในร่างกาย
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
น้ำตาล ไขมัน ความดัน ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติบำบัดโรคเก๊าท์ แบบตรงจุด เห็นผลในระยะสั้นสนใจโทร : 062-942-5224 คุณแหม่ม
1.Rehmannia Root เส็กตี่หรือ
Chinese foxglove เป็นยาสมุนไพรจีนโบราณที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง
ช่วยบำรุงไตให้ชุ่มชื่น มีประโยชน์ต่อผู้ที่มีพลังไตอ่อนแอ
ทำให้ระบบปัสสาวะเป็นปกติ ช่วยสลายผลึกของกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายและขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปริมาณกรดยูริกและอาการอักเสบ
ปุ่มบวมจากโรคเก๊าท์ลดลงได้ และลดการปวดตามข้ออีกด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยช่วยในการบำรุงเลือด ลดความดันในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงไขกระดูกให้แข็งแรง
2.Folic Acid หรือวิตามินบี
9 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเป็นวิตามินบีสำคัญที่ช่วยในการย่อยสลาย macronutrients
ที่มีความสำคัญสำหรับการทำงานและประสิทธิภาพของอวัยวะในร่างกายการรักษาอวัยวะต่างๆเช่นไตและตับจะช่วยให้มั่นใจว่าสามารถกรองกรดยูริกออกจากเลือดและขับออกทางปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพกรดโฟลิกสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์xanthine
oxidase ที่ใช้รักษาอาการโรคเก๊าท์เมื่อกรดยูริกลดลง
ทำให้รักษาโรคเก๊าท์ได้นอกจากนี้กรดโฟลิคมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงป้องกันโรคภาวะโลหิตจางบำรุงไต
ทำให้ขับกรดยูริกได้เป็นปกติ
3.Ganodermalucidum extract เห็ดหลินจือ
เป็นหนึ่งใน สมุนไพรเก๊าท์ ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก
โดยช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต ลดการอักเสบของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน
และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
บรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ ช่วยบรรเทาอาการปวดโรคเก๊าท์ และ โรครูมาติกและยังมีสารสำคัญหลายชนิดเป็นสาร
Anti-oxidant ที่ช่วยชะลอความแก่ ลดการเสื่อมสลายของเซลล์
4. Dandelion สารสกัดแดนดิไลออนสกัดจากต้นแดนดิไลออน
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Taraxacumoffininale เติบโตในเขตอบอุ่นของยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถเติบโตสูงได้ถึง
12 ปี อุดมไปด้วยสารชื่อว่าทาแร็กซาซิน (Taraxacin) มีคุณสมบัติในการชะล้างสารพิษ
(Detoxification) ช่วยให้ตับและไตสามารถขจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยกรองสารพิษออกจากเลือด
ขับสารพิษออกจากตับและไตกระตุ้นการสร้างน้ำดีที่ตับและเพิ่มการไหลน้ำดีไปยังถุงน้ำดีป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกาย
และช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ เป็นแหล่งวิตามินเอธรรมชาติ
ช่วยบำรุงสายตาและมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายลดอาการอักเสบบรรเทาอาการปวดบวมจากโรคเก๊าท์
5.Wolfberry Fruit เก๋ากี๊เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์
ฟอลิฟินอล แคโรทีนและไพราโซล
ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยเสริมระบบคุ้มกันและฟื้นฟูตัวเองของร่างกาย ช่วยลดการปวด
อักเสบ และบวมในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูก
ขจัดพิษออกจากร่างกายโดยเฉพาะในไตและตับ
6.Turmeric extract ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (curcumin)
ชะลอการสร้างพรอส-ตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวดเป็นกลไกคล้ายกันกับกลไกระงับปวดของแอสไพรินและไอบูโพรเฟนที่ปริมาณสูงๆเคอร์คูมินกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งสารคอร์ติโซนเพื่อระงับการอักเสบและความปวดจากการอักเสบจึงช่วยลดอาการปวดข้อซึ่งเป็นอาการของคนเป็นโรคเก๊าท์
7.Krachaidum extract สารสกัดสำคัญหลายชนิด เช่น 5,7
– DMF มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด
คือ แอสไพริน, อินโดเมธาซิน, ไฮโครคอร์ติโซน
และเพรดนิโซโลน โดยออกฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง ในสัตว์ทดลอง
สรรพคุณกระชายดำ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาสมดุลของกรดยูริกในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคเก๊าท์ เป็น ยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ ลดการเสื่อมสลายของเซล
และช่วยรักษาโรคปวดข้อ, โรครูมาสติกได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยสร้างความสมดุลของความดันโลหิตให้ไหลเวียนดีขึ้นขยายหลอดเลือด
ขจัดไขมันในหลอดเลือด
สารสกัดธรรมชาติ
สรรพคุณเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าอย่างแท้จริง เพราะอุดมไปด้วย Rehmannia
Root หรือเส็กตี่ยาสมุนไพรจีนโบราณที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง
ช่วยในการลดกรดยูริก ขับกรดยูริกออกจากร่างกายมาพร้อมกับปัสสาวะ รักษาโรคเก๊าท์
ลดอาการอักเสบบวม กำจัดผลึกกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามเนื้อเยื่อข้อ
อย่างมีประสิทธิภาพสูงผสมผสานกับ Dandelion และ
Ganodermalucidum เห็ดหลินจือ
ที่ช่วยบำรุงระบบการทำงานของไตเพราะไตเป็นอวัยวะหลักที่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคเก๊าท์สูงและกว่า
70% ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เกิดจากสภาวะไตเริ่มเสื่อมสภาพหรือการทำงานของไตพกพร่องซึ่งพุทราจีนและเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติลดการอักเสบของไต
ฟื้นฟูไตให้สมบูรณ์ ปรับระบบการขับกรดยูริกทางไตสมบูรณ์ขึ้น
ปริมาณกรดยูริกในร่างกายจึงอยู่สภาวะปกติ ซึ่งจำเป็นต่อผู้ป่วยโรคเก๊าท์อย่างมาก
และยังมีคุณสมบัติของ Wolfberry Fruit เก๋ากี๊สมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์
ฟอลิฟินอล แคโรทีนและไพราโซล ช่วยลดการปวด อักเสบ และบวมในผู้ป่วยโรคเก๊าท์
เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูก ขจัดพิษออกจากร่างกายโดยเฉพาะในไตและตับ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพฟรี
ข้อเข่าเสื่อม เสียงดังก็อบแก็บ
อาการปวดข้อรักษาได้ง่ายๆ!
ปวดข้อต่อ จะหายไปตลอดกาล
อาการของโรคเก๊าท์
อาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้าแต่ก็สามารถเกิดกับข้อต่อหลายส่วนตามร่างกายได้เช่น
ข้อเท้า ข้อศอก หัวเข่า ข้อต่อกระดูกมือ หรือข้อมือ อาการปวดจะรุนแรงในช่วง 4-12 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะเริ่มปวดน้อยลงและมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น
-ข้อต่อเกิดการอักเสบและติดเชื้อ
อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อต่อ
จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง บวมแดง และแสบร้อน
-เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกจากภาวะข้อติด
ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงของโรคที่เพิ่มมากขึ้น
-ผิวหนังบริเวณข้อต่อเกิดการลอกหรือคันหลังจากอาการของโรคดีขึ้น
อาการของโรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
มักเป็น ๆ หาย ๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา โดยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได้บ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น
อย่างไรก็ตามควรรีบไปพบแพทย์หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดข้ออย่างรุนแรง
จนทำให้ผิวหนังบวมแดงและแสบร้อนขึ้น
โรคเก๊าท์ ช่วงปีแรกๆ จะมีอาการปวด บวม บ้างครั้งสองครั้ง แต่เมื่อเป็นนานๆ อาการปวดบวมมากขึ้น บ่อยขึ้น ต้อง ทานยา ฉีดยาแก้ปวด มากขึ้น ส่งผลต่อไต ตับ ไตวาย ความดัน เบาหวาน หลอดเลือดตีบตัน
โรคหัวใจ มาพร้อมกับโรคเก๊าท์
การมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
รับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง เช่น เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ภายในร่างกาย
ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มระดับของกรดยูริก เช่น แอสไพริน (aspirin) ไนอาซิน (niacin) หรือการใช้ยา-ขับปัสสาวะ (diuretics)
ความเจ็บป่วยหรือสภาวะทางการแพทย์บางประการ เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือโรคความดันโลหิตสูง
โรคเก๊าท์เกิดจากร่างกายมีกรดยูริคในเลือดสูงกว่าปกติ และมีการสะสมกรดยูริคเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริคตกตะกอน สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ และปวดแดงร้อนบริเวณข้อต่อ,
ถ้ากรดยูริคสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนบนขึ้นตามผิวหนัง, ถ้ากรดยูริคสะสมที่ไตมาก ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการใตเสื่อม
แล้วจะรักษาโรคเก๊าท์แบบใหนดี
วินิจฉัย และการตรวจเพิ่มเติม
🔺 เจาะน้ำในข้อไปตรวจ
วิธีนี้นอกจากจะเป็นวิธีการตรวจยืนยันที่ดีที่สุดแล้ว ยังช่วยวินิจฉัยแยกโรคอื่น ๆได้อีกด้วย
🔺 เจาะเลือดตรวจระดับกรดยูริคว่าสูงกว่าปกติหรือไม่
x-ray ข้อที่มีอาการปวด เพื่อดูความผิดปกติในภาพรังสี
โรคเก๊าท์ เกิดขึ้นได้อย่างไร
โรคเก๊าท์
เป็นโรคข้ออักเสบชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเพศชาย
ผู้ป่วยจะมีอาการปวดที่ข้ออย่างฉับพลัน รวมถึงยังมีอาการข้อแข็ง และบวม
ซึ่งมักจะเป็นที่นิ้วหัวแม่เท้า ถ้าผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
อาการของโรคเก๊าท์ก็จะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น และอาจเป็นอันตรายต่อข้อต่อ
เส้นเอ็นและเนื้อเยื่ออื่น ๆ ได้
โรคเก๊าท์เกิดจาก
ร่างกายมีกรดยูริคในเลือดสูงกว่าปกติ
และมีการสะสมกรดยูริคเป็นระยะเวลาที่ยาวนานหลายปี จึงทำให้กรดยูริคตกตะกอน
สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ถ้าสะสมมากที่ข้อต่อ ก็จะเกิดอาการข้อต่ออักเสบ
และปวดแดงร้อนบริเวณข้อต่อ, ถ้ากรดยูริคสะสมอยู่ตามผิวหนังมาก
จะส่งผลให้เกิดปุ่มนูนบนขึ้นตามผิวหนัง, ถ้ากรดยูริคสะสมที่ไตมาก
ก็จะเกิดเป็นโรคนิ่วในใตและเกิดอาการใตเสื่อม เป็นต้น
สาเหตุของโรคเก๊าท์
โรคเก๊าท์เกิดจากการมีกรดยูริกในเลือดมากเกินไป
(hyperuricemia) ซึ่งสาเหตุของภาวะกรดยูริกในเลือดสูงมีคำอธิบายที่ยังไม่ชัดเจน
แต่มีความเชื่อว่าปัจจัยทางด้านพันธุกรรมน่าจะมีบทบาทสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะดังกล่าว
เมื่อกรดยูริกในเลือดสูงขึ้น อาจตกผลึกในข้อต่อ ซึ่งจะกระตุ้นกระบวนการในระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งจะก่อให้เกิดการอักเสบ รวมถึงอาการปวด และบวมของข้อต่อ
แม้ว่าสาเหตุของโรคเก๊าท์ที่แท้จริงยังไม่สามารถระบุได้อย่างแน่ชัด แต่ปัจจัยเสี่ยงบางอย่างพบว่าเกี่ยวข้องกับการเพิ่มขึ้นของกรดยูริกโดยตรง ได้แก่
1.การมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน
2.รับประทานอาหารที่มีพิวรีน (purine) สูง
เช่น เนื้อสัตว์ และอาหารทะเล
เนื่องจากพิวรีนสามารถเปลี่ยนเป็นกรดยูริกได้ภายในร่างกาย
3.ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป
4.ยาบางชนิดที่อาจเพิ่มระดับของกรดยูริก เช่น
แอสไพริน (aspirin) ไนอาซิน (niacin) หรือการใช้ยา-ขับปัสสาวะ
(diuretics)
5.ความเจ็บป่วยหรือสภาวะทางการแพทย์บางประการ
เช่น การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว หรือโรคความดันโลหิตสูง
กรดยูริคคืออะไร
กรดยูริคนั้นเป็นสารที่เกิดจากร่างกายของเรา
สามารถสร้างขึ้นได้เองถึง 80% ในร่างกาย ส่วนอีก 20%
ที่เหลือ จะนำเข้ามาจากรับประทานอาหาร ที่มีสารพิวรีนเข้าไป
โดยสารพิวรีนสามารถพบได้ในอาหารจำพวก สัตว์ปีก เครื่องในสัตว์ พืชผักบางชนิด
และอาหารทะเลบางอย่าง
ทานดีเก๊าท์แล้ว ช่วยได้อย่างไร
ถ้าหากในร่างกายมีกรดยูริคมากเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น
ตามปกติแล้วร่างกายของคนเรา
จะขับกรดยูริคที่เกินความจำเป็นออกไป ได้ทางปัสสาวะ
แต่ในร่างกายของบางคนไม่สามารถขับกรดยูริคออกไปได้หมด
จึงเกิดกรดยูริคสะสมในร่างกาย โดยเฉพาะในบริเวณของกระดูก ผนังหลอดเลือด
และไต(ที่เป็นตัวฟอกเลือด+ขับกรดยูริคไปทางปัสสวะ) ดังนั้น
การขับกรดยูริคออกไปไม่หมดจนตกตะกอนมากๆ จึงกลายเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคเก๊าท์
อาการ ของโรคเก๊าท์
แบ่งออกได้เป็น 4 ระยะค่ะ
ระยะที่ 1 :
เป็นช่วงที่ยังไม่มีอาการ
แต่พบระดับกรดยูริกในเลือดสูง
ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ครับว่าต้องเข้ารับการรักษาหรือไม่
ขึ้นอยู่ดุลพินิจของแพทย์
ระยะที่ 2 :
ระยะข้ออักเสบ
เมื่อยู่ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีอาการปวดข้อ และข้ออักเสบรุนแรง โดยอาจจะเกิดขึ้นเอง
หรือมีสิ่งเร้ามากระตุ้น เช่น เกิดอุบัติเหตุโดยตรงที่ข้อต่อ ดื่มสุรา หรือ
ทางอาหารที่มีสารพิวริน เช่น เครื่องในสัตว์ ยอดผัก เป็นต้น
ในรายที่มีอาการอักเสบรุนแรงจะมีอาการปวด บวม แดง ร้อนอย่างเห็นได้ชัด
ร่วมกับมีการขยับข้อลำบาก โดยข้ออักเสบจะเป็นอยู่ 1-2 ข้อ ปวดอยู่ 5-7 วันอาการปวดจะหายไปได้เอง
และกลับมาปวดใหม่ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า โดยในระยะแรกๆอาการปวดจะเป็นห่างกันมากๆ
แต่ถ้ายังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ผลึกเกลือยูเรตจะสะสมในร่างกายเพิ่มมากขึ้น
ข้ออักเสบจึงเป็นถี่ขึ้น ในบางรายอาจเป็นทุกๆเดือนเลยครับ
ระยะที่ 3 :
ระยะสงบ ซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีอาการปวด
หรืออักเสบใดๆ
ซึ่งอาจนานเป็นปีๆจนผู้ป่วยแทบจะลืมไปแล้วด้วยซํ้าว่าเคยมีอาการปวดข้อมาก่อน
ระยะที่ 4 :
ระยะมีก้อนโทฟัส เป็นระยะท้ายของโรค
มักพบในผู้ป่วยที่เป็นมานานมากกว่า 5 ปี และรักษาผิดวิธี
จนเป็นเหตุให้ผลึกเกลือยูเรตที่สะสมตามเนื้อเยื่อต่างๆเพิ่มมากขึ้นจนเป็นก้อนปูดนูนออกมาบริเวณผิวหนังรอบๆ
ไอปุ่มนูนๆนี่แหละครับที่เรียกว่า "ปุ่มโทฟัส" ซึ่งจะกัดกินเนื้อเยื่อของข้อจนกระดูกแหว่ง
ข้อถูกทำลายและเกิดความพิการในที่สุด ซึ่งในระยะนี้ผู้ป่วยไม่ได้มีเพียงแค่ปวดข้อ
แต่จะมีความผิดปกติของระบบอื่นๆในร่างกายร่วมด้วย เช่น ไตวาย นิ่วในทางเดินปัสสาวะ
ความดันโลหิตสูง เป็นต้น
กรดยูริคในร่างกายสูง จะทำให้ข้อต่อเสื่อม ส่งผลเสียต่อใขข้อ
และกระดูก อาจทำให้พิการได้ การรักษาโรคเก๊าท์ให้หายขาดนั้น
ต้องลดกรดยูริคให้ได้ ทานดีเก๊าท์
ช่วยลดกรดยูริค ลดอาการบวม ปวดข้อ ข้ออักเสบเรื้อรัง
ดูแลก่อนสายเกินแก้
ก่อนที่ ดีก๊าท์ จะออกถึงมือลูกค้า ได้รับการตรวจสอบจากคณะแพทย์และเภสัช จนมั่นใจว่าลูกค้าจะได้ประโยชน์สูงสุด สั่งชื้อโทร.062-942-5224
ดีเก๊าท์ ช่วยลดกรดยูริก สาเหตุของโรคเก๊าท์ลดอาการปวดข้อ ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ลดอาการอักเสบเรื้อรัง อาการอักเสบบวมแดงอาการปวดข้อ ปวดเข่า นิ้วบวม เท้าบวม
บำรุงไตให้แข็งแรง ลดภาวะไตเสื่อมปรับสมดุลของกรดยูริคในร่างกาย
ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
น้ำตาล ไขมัน ความดัน ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติบำบัดโรคเก๊าท์ แบบตรงจุด เห็นผลในระยะสั้นสนใจโทร : 062-942-5224 คุณแหม่ม
1.Rehmannia Root เส็กตี่หรือ
Chinese foxglove เป็นยาสมุนไพรจีนโบราณที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง
ช่วยบำรุงไตให้ชุ่มชื่น มีประโยชน์ต่อผู้ที่มีพลังไตอ่อนแอ
ทำให้ระบบปัสสาวะเป็นปกติ ช่วยสลายผลึกของกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามส่วนต่างๆ
ของร่างกายและขับออกมาทางปัสสาวะ ทำให้ปริมาณกรดยูริกและอาการอักเสบ
ปุ่มบวมจากโรคเก๊าท์ลดลงได้ และลดการปวดตามข้ออีกด้วย
นอกจากนี้ยังช่วยช่วยในการบำรุงเลือด ลดความดันในเลือด ลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงไขกระดูกให้แข็งแรง
2.Folic Acid หรือวิตามินบี
9 เป็นวิตามินที่ละลายในน้ำเป็นวิตามินบีสำคัญที่ช่วยในการย่อยสลาย macronutrients
ที่มีความสำคัญสำหรับการทำงานและประสิทธิภาพของอวัยวะในร่างกายการรักษาอวัยวะต่างๆเช่นไตและตับจะช่วยให้มั่นใจว่าสามารถกรองกรดยูริกออกจากเลือดและขับออกทางปัสสาวะได้อย่างมีประสิทธิภาพกรดโฟลิกสามารถยับยั้งการทำงานของเอนไซม์xanthine
oxidase ที่ใช้รักษาอาการโรคเก๊าท์เมื่อกรดยูริกลดลง
ทำให้รักษาโรคเก๊าท์ได้นอกจากนี้กรดโฟลิคมีส่วนสำคัญในการสร้างเม็ดเลือดแดงป้องกันโรคภาวะโลหิตจางบำรุงไต
ทำให้ขับกรดยูริกได้เป็นปกติ
3.Ganodermalucidum extract เห็ดหลินจือ
เป็นหนึ่งใน สมุนไพรเก๊าท์ ที่ได้รับความนิยมจากทั่วโลก
โดยช่วยฟื้นฟูการทำงานของไต ลดการอักเสบของไต สร้างสมดุลของระบบภูมิคุ้มกัน
และเพิ่มประสิทธิภาพให้กับระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย
บรรเทาอาการปวดเมื่อย ปวดข้อ ช่วยบรรเทาอาการปวดโรคเก๊าท์ และ โรครูมาติกและยังมีสารสำคัญหลายชนิดเป็นสาร
Anti-oxidant ที่ช่วยชะลอความแก่ ลดการเสื่อมสลายของเซลล์
สารสกัดธรรมชาติ สรรพคุณเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าอย่างแท้จริง เพราะอุดมไปด้วย Rehmannia Root หรือเส็กตี่ยาสมุนไพรจีนโบราณที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง ช่วยในการลดกรดยูริก ขับกรดยูริกออกจากร่างกายมาพร้อมกับปัสสาวะ รักษาโรคเก๊าท์ ลดอาการอักเสบบวม กำจัดผลึกกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามเนื้อเยื่อข้อ อย่างมีประสิทธิภาพสูงผสมผสานกับ Dandelion และ Ganodermalucidum เห็ดหลินจือ ที่ช่วยบำรุงระบบการทำงานของไตเพราะไตเป็นอวัยวะหลักที่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคเก๊าท์สูงและกว่า 70% ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เกิดจากสภาวะไตเริ่มเสื่อมสภาพหรือการทำงานของไตพกพร่องซึ่งพุทราจีนและเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติลดการอักเสบของไต ฟื้นฟูไตให้สมบูรณ์ ปรับระบบการขับกรดยูริกทางไตสมบูรณ์ขึ้น ปริมาณกรดยูริกในร่างกายจึงอยู่สภาวะปกติ ซึ่งจำเป็นต่อผู้ป่วยโรคเก๊าท์อย่างมาก และยังมีคุณสมบัติของ Wolfberry Fruit เก๋ากี๊สมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ฟอลิฟินอล แคโรทีนและไพราโซล ช่วยลดการปวด อักเสบ และบวมในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูก ขจัดพิษออกจากร่างกายโดยเฉพาะในไตและตับ
ข้อเข่าเสื่อม เสียงดังก็อบแก็บ
โรคเก๊าท์ ช่วงปีแรกๆ จะมีอาการปวด บวม บ้างครั้งสองครั้ง แต่เมื่อเป็นนานๆ อาการปวดบวมมากขึ้น บ่อยขึ้น ต้อง ทานยา ฉีดยาแก้ปวด มากขึ้น ส่งผลต่อไต ตับ ไตวาย ความดัน เบาหวาน หลอดเลือดตีบตัน
4. Dandelion สารสกัดแดนดิไลออนสกัดจากต้นแดนดิไลออน
มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Taraxacumoffininale เติบโตในเขตอบอุ่นของยุโรปและอเมริกาเหนือเป็นไม้ยืนต้นที่สามารถเติบโตสูงได้ถึง
12 ปี อุดมไปด้วยสารชื่อว่าทาแร็กซาซิน (Taraxacin) มีคุณสมบัติในการชะล้างสารพิษ
(Detoxification) ช่วยให้ตับและไตสามารถขจัดสารพิษออกนอกร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
ช่วยขับปัสสาวะ ช่วยกรองสารพิษออกจากเลือด
ขับสารพิษออกจากตับและไตกระตุ้นการสร้างน้ำดีที่ตับและเพิ่มการไหลน้ำดีไปยังถุงน้ำดีป้องกันการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีช่วยควบคุมระดับไขมันในร่างกาย
และช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ เป็นแหล่งวิตามินเอธรรมชาติ
ช่วยบำรุงสายตาและมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ
จึงช่วยป้องกันความเสื่อมของเซลล์ต่างๆในร่างกายลดอาการอักเสบบรรเทาอาการปวดบวมจากโรคเก๊าท์
5.Wolfberry Fruit เก๋ากี๊เป็นสมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์
ฟอลิฟินอล แคโรทีนและไพราโซล
ซึ่งสารเหล่านี้จะช่วยเสริมระบบคุ้มกันและฟื้นฟูตัวเองของร่างกาย ช่วยลดการปวด
อักเสบ และบวมในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูก
ขจัดพิษออกจากร่างกายโดยเฉพาะในไตและตับ
6.Turmeric extract ขมิ้นชันมีสารเคอร์คูมิน (curcumin)
ชะลอการสร้างพรอส-ตาแกลนดิน (prostaglandin) ซึ่งเกี่ยวข้องกับอาการปวดเป็นกลไกคล้ายกันกับกลไกระงับปวดของแอสไพรินและไอบูโพรเฟนที่ปริมาณสูงๆเคอร์คูมินกระตุ้นต่อมหมวกไตให้หลั่งสารคอร์ติโซนเพื่อระงับการอักเสบและความปวดจากการอักเสบจึงช่วยลดอาการปวดข้อซึ่งเป็นอาการของคนเป็นโรคเก๊าท์
7.Krachaidum extract สารสกัดสำคัญหลายชนิด เช่น 5,7
– DMF มีฤทธิ์ต้านการอักเสบเทียบได้กับยามาตรฐานหลายชนิด
คือ แอสไพริน, อินโดเมธาซิน, ไฮโครคอร์ติโซน
และเพรดนิโซโลน โดยออกฤทธิ์ต้านการอักเสบแบบเฉียบพลันได้ดีกว่าแบบเรื้อรัง ในสัตว์ทดลอง
สรรพคุณกระชายดำ ช่วยขับปัสสาวะ รักษาสมดุลของกรดยูริกในร่างกาย
ช่วยรักษาโรคเก๊าท์ เป็น ยาอายุวัฒนะ ชะลอความแก่ ลดการเสื่อมสลายของเซล
และช่วยรักษาโรคปวดข้อ, โรครูมาสติกได้อย่างยอดเยี่ยมช่วยสร้างความสมดุลของความดันโลหิตให้ไหลเวียนดีขึ้นขยายหลอดเลือด
ขจัดไขมันในหลอดเลือด
สารสกัดธรรมชาติ สรรพคุณเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคเก๊าอย่างแท้จริง เพราะอุดมไปด้วย Rehmannia Root หรือเส็กตี่ยาสมุนไพรจีนโบราณที่มีใช้กันอย่างกว้างขวาง ช่วยในการลดกรดยูริก ขับกรดยูริกออกจากร่างกายมาพร้อมกับปัสสาวะ รักษาโรคเก๊าท์ ลดอาการอักเสบบวม กำจัดผลึกกรดยูริกที่เกาะอยู่ตามเนื้อเยื่อข้อ อย่างมีประสิทธิภาพสูงผสมผสานกับ Dandelion และ Ganodermalucidum เห็ดหลินจือ ที่ช่วยบำรุงระบบการทำงานของไตเพราะไตเป็นอวัยวะหลักที่มีส่วนช่วยในการรักษาโรคเก๊าท์สูงและกว่า 70% ของผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เกิดจากสภาวะไตเริ่มเสื่อมสภาพหรือการทำงานของไตพกพร่องซึ่งพุทราจีนและเห็ดหลินจือมีคุณสมบัติลดการอักเสบของไต ฟื้นฟูไตให้สมบูรณ์ ปรับระบบการขับกรดยูริกทางไตสมบูรณ์ขึ้น ปริมาณกรดยูริกในร่างกายจึงอยู่สภาวะปกติ ซึ่งจำเป็นต่อผู้ป่วยโรคเก๊าท์อย่างมาก และยังมีคุณสมบัติของ Wolfberry Fruit เก๋ากี๊สมุนไพรที่อุดมไปด้วยสารฟลาโวนอยด์ ฟอลิฟินอล แคโรทีนและไพราโซล ช่วยลดการปวด อักเสบ และบวมในผู้ป่วยโรคเก๊าท์ เพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อกระดูก ขจัดพิษออกจากร่างกายโดยเฉพาะในไตและตับ
ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพฟรี
ข้อเข่าเสื่อม เสียงดังก็อบแก็บ
อาการปวดข้อรักษาได้ง่ายๆ!
ปวดข้อต่อ จะหายไปตลอดกาล
อาการของโรคเก๊าท์
อาการปวดอย่างรุนแรงตามข้อต่อเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุดโดยเฉพาะนิ้วหัวแม่เท้าแต่ก็สามารถเกิดกับข้อต่อหลายส่วนตามร่างกายได้เช่น
ข้อเท้า ข้อศอก หัวเข่า ข้อต่อกระดูกมือ หรือข้อมือ อาการปวดจะรุนแรงในช่วง 4-12 ชั่วโมงแรก จากนั้นจะเริ่มปวดน้อยลงและมีอาการดีขึ้นภายใน 7-10 วัน แต่ในบางรายอาจมีอาการปวดได้นานหลายวันจนถึงหลายสัปดาห์
นอกจากนี้ยังมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นได้ เช่น
-ข้อต่อเกิดการอักเสบและติดเชื้อ
อาจเกิดขึ้นกับข้อต่อเพียงข้อเดียวหรือหลายข้อต่อ
จนทำให้ผิวหนังบริเวณนั้นเป็นสีแดง บวมแดง และแสบร้อน
-เคลื่อนไหวร่างกายได้ไม่สะดวกจากภาวะข้อติด
ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกความรุนแรงของโรคที่เพิ่มมากขึ้น
-ผิวหนังบริเวณข้อต่อเกิดการลอกหรือคันหลังจากอาการของโรคดีขึ้น
อาการของโรคเหล่านี้จะเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน
มักเป็น ๆ หาย ๆ จนกว่าจะได้รับการรักษา โดยมักเกิดขึ้นในเวลากลางคืนได้บ่อยกว่าช่วงเวลาอื่น
อย่างไรก็ตามควรรีบไปพบแพทย์หากผู้ป่วยมีไข้ ปวดข้ออย่างรุนแรง
จนทำให้ผิวหนังบวมแดงและแสบร้อนขึ้น



































ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น